ดาวน์โหลดวิธีการใช้งาน QR Code Scanner
หลักสูตรที่มีประกาศนียบัตร
หลักสูตรพิเศษ (Special Course)
     จากกรณีเจ้าหน้าที่ทางการจีนเปิดเผยว่า จีนดำเนินการทดลองทางคลินิกกับ “ฟาวิพิราเวียร์” (Favipiravir) ยาต้านไวรัสก่อโรคไข้หวัดใหญ่ที่แสดงประสิทธิผลทางการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในระดับดี จนสำนักงานบริหารเวชภัณฑ์แห่งชาติ (NMPA) ได้อนุมัติการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ในปริมาณมากแล้ว ล่าสุดตอนนี้ทางการจีนเตรียมส่งยาฟาวิพิราเวียร์ให้กับไทยอีก 1 แสนเม็ด
       โดยยา “ฟาวิลาเวียร์” เป็นชื่อการค้าของจีน หรือชื่อเต็มๆคือ “ฟาวิ - พิราเวียร์” (Favi-piravir) เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้กับไวรัสไข้หวัดใหญ่หลายตัว ถูกค้นพบและพัฒนาโดยบริษัทโตยามะเคมิคอล ประเทศญี่ปุ่น ผลิตขายในชื่อการค้า Avigan มาหลายปีแล้ว ซึ่งตอนนี้ญี่ปุ่นเองก็กำลังผลิตยาตัวนี้มารักษาคนไข้ โควิด-19 ของเขาเช่นกัน
       เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 63 จีนได้ทดลองยาต้านไวรัสหลายชนิดกับผู้ป่วยโควิด-19 จนค้นพบว่า ฟาวิพิราเวียร์ให้ผลต้านไวรัสในหลอดทดลองไม่ค่อยดีแต่พอเอาไปทดลองกับคนแล้วให้ผลดีจนน่าพอใจ นั้นก็คือหลังจากได้รับยา 2 วัน ผู้ป่วย 72% มีไข้ลดลง หลังจากได้รับยา 3 วัน ผู้ป่วย 38% มีผลภาพรังสีปอดที่ดีขึ้น และดีขึ้นเป็น 70% ภายใน 6 วัน จนเมื่อวัยที่ 16 ก.พ. 63 จีนอนุมัติให้ บริษัท เจ้อเจียงไห่เจิ้ง ฟาร์มาซูติคอล ผลิตและจำหน่าย ซึ่งเป็นตัวเดียวกันกับที่ส่งมาที่ไทย และผลิตส่งให้ประเทศต่างๆทั่วโลก
เหตุผลที่ฟาวิพิราเวียร์ออกฤทธิ์ในคนได้ดี เพราะ ฟาวิพิราเวียร์ ออกฤทธิ์ 2 แบบไปกัน คือ
1. ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส โดยการยับยั้งเอนไซม์ RNA-dependent RNA polymerase, RdRP ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีในไวรัสเท่านั้น ไม่มีในคน ยาจึงออกฤทธิ์ต่อไวรัสอย่างจำเพาะเจาะจง
2. เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสารตัวหนึ่ง ที่ไปทำให้ไวรัสกลายพันธุ์ สารตัวนั้นคือ (active form) = favipiravir-ribofuranosyl-5′-triphosphate (RTP) ยาจะเข้าไปทำหน้าที่ 2 อย่างนั้น คือ ทำให้ไวรัสที่มีอยู่แล้วในร่างกายคนจะเพิ่มจำนวนช้า ตัวที่มีชีวิตอยู่ก็ค่อยๆกลายพันธุ์ จนภูมิต้านทานในร่างกายเราเข้าไปกำจัดไวรัสจนหมดหรือเหลือปริมาณน้อยมากๆ จนไม่สามารถก่อโรคในร่างกายเราได้อีก ผลจากการออกฤทธิ์ 2 แบบพร้อมกันนี้ ทำให้ประสิทธิภาพในการต้านไวรัสของยาได้ผลดี สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มติดเชื้อใหม่ๆ และความเสียหายของปอดไม่มาก ซึ่งยาจะช่วยได้ทัน ก็ต่อเมื่อปอดยังไม่เสียหายหนักเกินไป แต่ถ้าไวรัสทำลายปอดไปมากแล้ว ให้ยาจนไวรัสตายหมดก็ช่วยปอดก็ไม่ทันอยู่ดี ฉะนั้นหมอทุกคนจึงรณรงค์ให้ทุกคนป้องกันปอดของตัวเอง ซึ่งไม่สามารถผลิตยาให้ทุกคนทานป้องกันได้ เนื่องจาก
1.ต้องใช้ยาจำนวนมาก เพราะยาเม็ดขนาด 200 มิลลิกรัม การใช้โดยทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่วันแรก 1,600 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง วันที่ 2-5 600 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง ระยะเวลาการรักษาโดยรวมคือ 5 วัน ดังนั้นจึงต้องรับประทาน 40 เม็ดต่อคน และผลจากการได้รับยาในปริมาณสูงยังคงอยู่ระหว่างการศึกษา
2.เนื่องจากไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายในอากาศ ได้ทั้งจากสิ่งมีชีวิตตระกูลค้างคาวสู่คน และ คนสู่คน ทำให้การแพร่ระบาดเร็วมากๆ การป้องกันการติดเชื้อทางกายภาพ เช่น ใช้ผ้าปิดจมูก หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยติดเชื้อ ล้างมือให้สะอาด จึงสำคัญเร่งด่วนและให้ผลดี คุ้มค่ามากกว่าการให้ยาป้องกันหรือรักษา
3.กำลังพัฒนาวัคซีนอยู่ และคาดว่าน่าจะพัฒนาเสร็จเร็วๆนี้
4.โดยปกติเกณฑ์การให้วัคซีนป้องกันหรือยาต้านไวรัสที่แพร่ระบาดเร็ว มักจะให้ยากับกลุ่มเสี่ยงก่อนเสมอ คือ ผู้สูงอายุ หรือเด็ก เพราะภูมิต้านทานต่ำ ผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือถุงลมโป่งพอง (ปอดไม่ค่อยดีแล้ว) และผู้ป่วย HIV ที่ภูมิต้านทานต่ำ ได้รับเคมีบำบัด โดยการป้องกันตนเองเบื้องต้นหากไม่มียาก็ คือ อย่าเอาตัวเองไปพื้นที่เสี่ยง อย่าเห็นแก่ตั๋วถูกแล้วไปเที่ยว ป้องกันตัวเองจากสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ถ้าไม่รู้ว่าใครติดเชื้อก็ป้องกันไว้ ใส่ผ้าปิดจมูกเสมอ ล้างมือบ่อยๆ กลับถึงบ้านอาบน้ำทันที ใช้ช้อนกลางตักอาหาร นอนหลับพักผ่อนให้พอ กินอาหารดีๆที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ที่มา : www.dailynews.co.th



© Copyright 2009-2014. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.). All rights reserved.