• Resources
     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ว่าประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ว่าเขาเคารพสิทธิและเสรีภาพของชาวฝรั่งเศสทุกคนในการแสดงออกทางการเมืองหากไม่เห็นด้วยกับนโยบายเรื่องใดก็ตามของรัฐบาล "แต่ต้องเป็นไปด้วยความสงบ" โดยผู้นำฝรั่งเศสวัย 40 ปี ประณามเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม จนบานปลายกลายเป็นการจลาจลและมีการปะทะกันอย่างดุเดือดทั่วประเทศ
     ทั้งนี้ สถานการณ์รุนแรงที่สุดคือบริเวณช็องเซลีเซ สถานที่ซึ่งรัฐบาลประกาศให้เป็น "พื้นที่อ่อนไหว" ห้ามมีการจัดกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบหากไม่ได้รับอนุญาต แต่ยังคงมีการเดินขบวนและปะทะอย่างดุเดือดกับตำรวจปราบจลาจล ว่าเขา "ไม่มีทางยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น" และยืนกรานว่ารัฐบาลจะไม่เปลี่ยนจุดยืนเรื่องการขึ้นภาษีเชื้อเพลิง ซึ่งมาครงย้ำว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มการตระหนักถึงผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
     อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวฝรั่งเศสยังคงใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งราคาเชื้อเพลิงดีเซลและเบนซินในฝรั่งเศสตอนนี้อยู่ที่เฉลี่ยลิตรละประมาณ 1.51 ยูโร ( ราว 57 บาท ) ซึ่งถือเป็นอัตราสูงที่สุดในรอบ 18 ปี และเพิ่มขึ้นจากอัตราปกติในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาถึง 23% แต่การที่มา  ครงประกาศเมื่อกลางเดือนที่แล้ว ว่าเขาจะขึ้นราคาเชื้อเพลิงอีกในปีหน้า ในอัตรา 0.29 ยูโร ( ราว 10.9 บาท ) สำหรับน้ำมันเบนซิน และ 0.65 ยูโรสำหรับน้ำมันดีเซล ( ราว 24.5 บาท )  ส่งผลให้เกิดการรวมตัวในนาม "แนวร่วมเสื้อกั๊กสีเหลือง" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
      ขณะที่นายคริสตอฟ คาสตาเนอร์ รมว.กระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส ประกาศขยายระยะเวลาปิดการจราจรที่ช็องเซลีเซ "อย่างไม่มีกำหนด" เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถ "ควบคุมสถานการณ์ได้ในบางจุด" และยอมรับว่าสถานการณ์ประท้วงครั้งนี้รุนแรงที่สุด นับตั้งแต่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเมื่อปี 2548 โดยสถานการณ์รุนแรงที่สุดบริเวณประตูชัย ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงทุบทำลายสิ่งปลูกสร้างและจุดไฟเผาทำลายอาคารหลายสิบแห่ง ที่รวมถึงร้านค้าจำหน่ายสินค้าราคาแพงอย่างแอปเปิ้ล ชาเนล และคริสเตียน ดิออร์ ตลอดจนรถยนต์หลายสิบคันที่จอดอยู่ในบริเวณนั้น อีกทั้งยังพ่นสีสเปรย์เป็นถ้อยคำด่าทอรัฐบาลตามกำแพง ด้านตำรวจปราบจลาจลใช้ทั้งรถฉีดน้ำแรงดันสูงและยิงแก๊สน้ำตา ร่วมด้วยกระสุนยางเป็นระยะเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีรายงานผู้ถูกจับกุมเฉพาะในกรุงปารีสมากกว่า 220 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะมากกว่า
110 คน รวมเจ้าหน้าที่ด้วยประมาณ 20 นาย ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตจากการประท้วงรายสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา อยู่ที่อย่างน้อย 2 คน

ที่มา :  www.dailynews.co.th









© Copyright 2009-2014. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.). All rights reserved.