• Resources
ประธานาธิบดี "โจ ไบเดน" ของสหรัฐฯ ต่อสายโทรศัพท์หารือประธานาธิบดี "สี จิ้นผิง" ของจีนเมื่อวันพุธที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นการคุยกันทางโทรศัพท์อย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างสองผู้นำ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบหารือกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเกือบ 11 เดือนก่อน ซึ่งนับจากนั้นมาบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนก็อึมครึมขึ้นเรื่อยๆ
ระหว่างการหารือนาน 2 ชม.ผู้นำสหรัฐฯ หยิบยกประเด็นที่ฝ่ายตัวเองวิตกกังวลขึ้นมากดดันจีน ได้แก่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง ปัญหาฮ่องกง ไต้หวัน และเปิดประตูสู่ความร่วมมือกันในด้านการรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ตลอดจนป้องกันการสะสมและแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์
ด้านผู้นำจีนเรียกร้องการประสานความร่วมมือแบบได้ประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ขอให้เคารพซึ่งกันและกัน และระมัดระวังการเผชิญหน้ากันใน 3 ประเด็นที่นายไบเดนหยิบยกมา เพราะหากไม่ระวังก็อาจจะนำไปสู่หายนะได้
ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี นายโจ ไบเดน ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับผู้นำของจีน อย่างเป็นทางการ แถลงการณ์จากทำเนียบขาวชี้ให้เห็นว่า ผู้นำสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเปิดฉากความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ในยุครัฐบาลไบเดนอย่างดุเดือด ด้วยการแสดงความวิตกต่อจีนในประเด็นร้อน เกี่ยวกับปัญหาเรื้อรังที่รัฐบาลจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ตลอดจนการเรียกร้องประชาธิปไตยในไต้หวันและฮ่องกง
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ประธานาธิบดีไบเดน ได้สนทนากับบรรดาผู้นำประเทศต่างๆมาแล้วหลายคน รวมไปถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย แต่กลับเพิ่งโทรฯหาผู้นำจีนเป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ก่อนที่จะตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาผู้นำจีน ประธานาธิบดีไบเดน ได้หารืออย่างเคร่งเครียดกับเหล่าผู้นำชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในยุโรปและเอเชีย เกี่ยวกับการวางกลยุทธ์ความสัมพันธ์จีนในแบบใหม่ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังอย่างมากของประธานาธิบดีไบเดน ในการวางหมากว่าจะเข้าหาจีนอย่างไร
"ไบเดน" ย้ำผลประโยชน์สหรัฐฯ ต้องมาก่อน

ทำเนียบขาว เผยแพร่รายละเอียดของเนื้อหาบทสนทนาระหว่างประธานาธิบดีไบเดน กับประธานาธิบดีของจีน ซึ่งนอกจากประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง กรณีที่กลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลจีนคุมขังชาวมุสลิมอุยกูร์กว่า 1 ล้านคน ในสถานที่ที่จีนเรียกว่าค่ายฝึกอบรมในจังหวัดซินเจียง มีการเปิดเผยหลักฐานว่าคนเหล่านี้ถูกใช้แรงงาน และผู้หญิงก็ถูกบังคับให้ทำหมัน ไม่ต่างจากความพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธมาโดยตลอด

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงปัญหาการปิดกั้นด้านเสรีภาพและประชาธิปไตยในไต้หวัน ตลอดจนการใช้กำลังความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีเรื่องการค้า และโอกาสการประสานความร่วมมือกันในด้านต่างๆ ประธานาธิบดีไบเดนยังเน้นย้ำกับผู้นำจีนเกี่ยวกับภาระหน้าที่สำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทำให้เกิดการค้าเสรีในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่สหรัฐฯ กับจีนแย่งกันเข้ามาขยายอิทธิพล ขณะที่นโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ ที่ออกมาในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ จะยังคงไว้ตามเดิมระหว่างที่รอการพิจารณาทบทวนนโยบายใหม่

เนื้อหาของการสนทนา ยังระบุว่า สองผู้นำได้หารือกันเกี่ยวกับความร่วมมือในการแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ตลอดจนควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งในประเด็นนี้ เจน ซากี โฆษกหญิงของทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีไบเดน ยังแสดงความวิตกกังวลกรณีที่รัฐบาลจีนปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

หลังการสนทนา ประธานาธิบดีไบเดน ทวีตข้อความระบุว่า ได้บอกผู้นำจีนไปว่าจะทำงานร่วมกันต่อเมื่อเป็นงานที่ชาวอเมริกันได้รับประโยชน์
ถัดมาจากนั้น 1 วัน ประธานาธิบดีไบเดน รายงานต่อสภาสูงเรื่องที่ได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำจีน โดยบอกว่าจากนี้ไป สหรัฐฯ จะต้องเร่งยกระดับการพัฒนาด้านสาธารณูปโภค เพื่อรับมือกับการท้าทายของจีน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจีนลงทุนไปอย่างมหาศาลกับการพัฒนาด้านคมนาคม สิ่งแวดล้อม และอีกหลายอย่างแล้ว พร้อมกับเตือนทุกคนว่า ถ้าเราไม่เร่งก้าวไปข้างหน้า ก็จะโดนแซงกินรวบทั้งหมด
จีนเตือนอย่าทำลายบรรยากาศความสัมพันธ์

แต่เมื่อมาดูมุมมองจากทางฝั่งจีน จะพบว่า ในการเริ่มต้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ รอบนี้ จีนมีการปรับโทนที่อ่อนเบาลง ไม่แข็งกร้าวเหมือนฝั่งสหรัฐฯ สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนรายงานว่า ผู้นำจีนได้กล่าวแสดงความยินดีอีกครั้งต่อการรับตำแหน่งของประธานาธิบดีไบเดน และอวยพรปีใหม่ขอให้ชาวจีนและชาวอเมริกันมีความสุขในปีวัวที่มาถึง ในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ได้อวยพรวันปีใหม่แก่ผู้นำจีนเช่นกัน โดยสองผู้นำมีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบลงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี และในประเด็นของภูมิภาค และประเด็นระหว่างประเทศ จีนหวังว่ารัฐบาลไบเดนจะหาทางประสานรอยร้าวความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีทรัมป์
รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำจีนได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพซึ่งกันและกัน และขอให้ผู้นำใหม่ของสหรัฐฯ ดำเนินความสัมพันธ์ด้วยความระมัดระวังใน 3 ประเด็นที่กล่าวมา เพราะการเผชิญหน้ากันจะนำไปสู่ความหายนะ ผู้นำจีนบอกว่าในประเด็นฮ่องกง ไต้หวันและซินเจียง เป็นเรื่องของอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทั้งสองฝ่ายควรเริ่มต้นใหม่และไม่ตัดสินกันอย่างผิดๆ

กระทรวงต่างประเทศจีน บอกว่า ประธานาธิบดีสีเห็นด้วยกับคำกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ ที่บอกว่า คำจำกัดความอเมริกาคือโอกาส โดยบอกว่า จีนหวังถึงโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ด้านบรรดาสื่อต่างๆ ของจีนลงข่าวว่า เป็นการคุยส่งสารกันอย่างลึกซึ้งในเชิงบวก ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดน กับประธานาธิบดีสี ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะเคยเจอกันหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ที่ทั้งคู่เคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี
ทิศทางความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

ในช่วงรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเข้าขั้นวิกฤติตึงเครียดที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา เกิดสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ สหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัฐบาลจีนอุดหนุนการค้า การดำเนินนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม ส่งสายลับล้วงข้อมูลทรัพย์สินทางปัญหา และบ่อนทำลายสหรัฐฯ ด้วยการเป็นต้นตอแพร่เชื้อโควิด-19 เมื่อเดือน ก.ค.2563 ถึงกับมีคำสั่งปิดและยึดสถานทูตจีนในเมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส ฐานเป็นแหล่งซ่องสุมสายลับและโจรขโมยข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา เรียกได้ว่าไม่มีอะไรจะเลวร้ายกว่านี้อีกแล้ว

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายโทนี่ บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และนายเจค ซุลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ บอกว่าในระยะยาว จีนยังคงเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงในด้านความมั่นคงต่อสหรัฐฯ

การสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกระหว่างสองผู้นำ แสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลไบเดนจะเน้นย้ำถึง "ค่านิยมอเมริกัน" ที่เน้นย้ำเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน จะกดดันจีนอย่างหนักในประเด็นเหล่านี้ นักวิเคราะห์มองว่า นับจากนี้ไปรัฐบาลของ โจ ไบเดน จะกลับไปสู่แนวทางความร่วมมือกับบรรดาพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ มากขึ้นโดยเฉพาะทางฝั่งยุโรป รวมไปถึงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ขณะเดียวกันก็จะหาพันธมิตรใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อที่จะเป็นแนวร่วมในการกดดันจีนอย่างดุเดือดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สองประเทศมหาอำนาจจะร่วมมือกันในการแก้ปัญหาโลกร้อน และขยายโอกาสในการลงทุนระหว่างกัน

ด้านการค้า ก่อนหน้านี้คณะทำงานด้านเศรษฐกิจของไบเดนออกมาเปิดเผยว่า จะยังคงใช้นโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์ต่อไปก่อน แต่ไม่ใช่เพราะมองว่าการทำสงครามกับจีนเป็นความสำเร็จ แต่เพราะเชื่อว่าต้องระมัดระวังและต้องปรึกษากับเหล่าพันธมิตร หารือกับสภาคองเกรส ความเปลี่ยนแปลงนับจากนี้จะต้องเฉียบแหลมและเป็นกลยุทธ์ทางการค้าที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะไม่เดินตามรอยทรัมป์ จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่เป็นแบบชัดเจน ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้เกิดการแข่งขันกับจีนอย่างมีประสิทธิภาพและแข็งแกร่ง ไม่ได้หมายความว่าไม่รีบร้อน แต่อยากให้เป็นนโยบายที่ยั่งยืน ไม่ใช่นโยบายรายวัน หรือรายสัปดาห์ ทำให้ทุกฝ่ายตกอกตกใจเหมือนรัฐบาลก่อน

หลายฝ่ายเชื่อว่านับจากนี้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ กับจีนจะตึงเครียดขึ้นมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับจีนเอง ในช่วงเพียง 2 สัปดาห์ก่อนประธานาธิบดีไบเดนสาบานตนรับตำแหน่ง ตำรวจฮ่องกงกวาดจับนักเรียกร้องประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ที่ลงนามโดย ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ขณะที่ประธานาธิบดีสี ก็เน้นย้ำว่านโยบายจีนต่อชาวมุสลิมอุยกูร์นั้นถูกต้องแล้ว
ขณะเดียวกัน จีนก็ส่งเครื่องบินรบฝูงใหญ่ไปล้ำน่านฟ้า ข่มขู่รัฐบาลไต้หวัน ทำให้สหรัฐฯ ต้องส่งกองกำลังเรือรบ นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินธีโอดอร์ รูสเวลต์ มุ่งหน้ามายังทะเลจีนใต้ทันที ทำให้สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า แม้จะคาดหวังถึงการกลับมาเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่นับตั้งแต่เกิดความบาดหมางช่วงรัฐบาลทรัมป์ แต่รัฐบาลประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็กำลังทดสอบรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ต่อสถานการณ์ในไต้หวัน ที่จีนถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน รวมถึงสถานการณ์ขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ที่จีนกำลังเกิดข้อพิพาทกับหลายชาติที่อ้างสิทธิ์ครอบครองหมู่เกาะในทะเลจีนใต้.

ผู้เขียน เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

แหล่งที่มา  https://www.thairath.co.th/news/foreign/2031028
© Copyright 2009-2014. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.). All rights reserved.